วิญญาณร้าย เชื้อโรค ไวรัส

          ‘เชื้อโรค’ (Disease) หรือที่มนุษย์ยุคอดีตกาลรับรู้และให้จำกัดความไว้ว่า ‘วิญญาณร้าย’ (Bad Spirit) แม้ในศตวรรษที่ 21 ความเชื่อในวิญญาณร้ายหาได้สูญหายไปจากความเชื่อของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง และไม่ใช่เรื่องแปลกเกินไปหากจะเกิดความเชื่อเช่นนี้ขึ้น และมนุษย์จะต้องเรียนรู้เชื้อโรคนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

          หากย้อนกลับไปในสมัยมนุษย์ยุคหินเก่าที่อาศัยในถ้ำหรือตามเพิงผา การดำรงชีวิตด้วยการแสวงหาอาหารได้จากการล่าสัตว์และเก็บผลไม้พืชผลต่างๆ กระทั่งมีการกักตุนความรู้เพื่อความอยู่รอด เช่น การสร้างอาวุธ สร้างที่อยู่อาศัย เกษตรกรรม แม้แต่การประดิษฐ์ตัวอักษรคูนิฟอร์ม เฮียโรกลิฟฟิก อักษรปัลลวะ นำมนุษย์ก้าวเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์แล้ว ทว่ากลับหาวิธีจัดการกับเชื้อโรคไม่ได้อย่างเด็ดขาด กระทั่งสิ่งนั้นถูกแทนและถูกนำมาใช้แทนสัญลักษณ์ของวิญญาณร้ายที่คร่าชีวิตของมนุษย์ สัตว์ และพืชที่ล้มตายจำนวนมหาศาลอย่างไร้สาเหตุ ซึ่งนับวันจำนวนยิ่งเพิ่มทวีคูณ สาเหตุเกิดจากความไม่รู้และความกลัว จึงก่อเกิดพิธีกรรมบูชายัญ การเซ่นสรวงบูชาเทพเจ้า เพื่อปัดเป่าวิญญาณร้ายให้สูญสลายไป

Hippocratic

          แต่หลักฐานเก่าแก่ที่ปรากฏคำว่า ‘โรคระบาด’ ถูกค้นพบมาก่อนสมัยคริสตกาล นามที่ต้องจารึกไว้ในฐานะบิดาแห่งการแพทย์ ‘ฮิปโปคราตีส’ (Hippocratic) เขาเกิดเมื่อประมาณ 460 ปีก่อนคริสต์ศักราช บนเกาะคอส และทั้งชีวิตของเขาได้รักษาคนไข้ สอนวิชาแพทย์เพื่อหารายได้ ซึ่งตำราของเขายังถูกใช้ในการประกอบการเรียนวิชาแพทย์จนถึงปัจจุบัน

วิญญาณร้าย เชื้อโรค ไวรัส

          แม้ว่า โรคระบาดจะรู้จักมานานนับศตวรรษ ทว่าสมัยยุคกลาง ทศวรรษ 1340 เกิดการแพร่ระบาดทั่วชุมชน หรือที่เราเรียกกันว่ามฤตยูดำ (Black Death) หรือกาฬโรค แพร่เข้าสู่ยุโรปเป็นครั้งแรก คาดว่าเข้ามาตามเส้นทางการค้าจากเอเชีย และคร่าชีวิตผู้คนในยุโรปมากถึง 1 ใน 3 หรือประมาณยี่สิบห้าล้านคน จากแปดสิบล้านคน ทำให้ชุมชนบางแห่งเกิดการสร้างโรงพยาบาลพิเศษขึ้นเพื่อรองรับผู้ป่วยโรคระบาด (นำไปสู่การสร้างโรงพยาบาลต่างๆ บนโลกนี้ขึ้นจนถึงปัจจุบัน)  และหากพบผู้ใดมีอาการป่วยนำไปสู่การกักโรคทันที เนื่องจากพบว่ากาฬโรคเป็นโรคใหม่ ทำให้แพทย์หมดทางรักษา สารพัดวิธีที่เคยใช้ได้ผล เช่นการดูดเลือดออกจากกายมนุษย์โดยทาก การระบายเหงื่อ การนำสมุนไพรมาใช้ ก็ไม่สามารถรักษาผู้ที่ติดเชื้อร้ายนี้ได้ ภายหลังมีทฤษฎีค้นพบว่าโรคระบาดนี้เกิดจาก แบคทีเรียอยู่บนตัวหมัด ซึ่งอยู่บนหนู เรือ หรือเกวียน ซึ่งลามติดต่อกันอย่างรวดเร็ว หากใครติดเชื้อจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ร่างกายบวมดำคล้ำแสนเจ็บปวด มีเลือดและน้ำหนองไหลเยิ้ม ความตายจะมาเยือนภายในห้าวันหรือบางครั้งไม่ถึงวันด้วยซ้ำ

          การมาเยือนของกาฬโรคครั้งนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อมนุษยชาติไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นด้านความเชื่อ ศาสนา เศรษฐกิจ สังคมและการปกครอง ซึ่งศีลธรรมอาจถูกลดทอนในสภาวการณ์นี้ เพียงแค่การมีชีวิตรอดจากมฤตยูมืด ไม่ว่าด้านความเชื่อ ศาสนาที่แม้ว่าจะสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้ามากเพียงใด แต่จำนวนศพที่เกลื่อนกลาดบนถนหนทางไม่ได้ลดลงเลย เศรษฐกิจที่หยุดชะงักจากการปิดเมือง และการปกครองที่ไร้ระเบียบที่ไม่สามารถใช้อำนาจและกฎหมายได้เหมือนในยามปกติ

          ผ่านพ้นช่วงเวลาที่มนุษย์ต้องต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็นมานับครั้งไม่ถ้วน นิยามหรือสัญลักษณ์ต่างๆ ถูกนำมาใช้และเป็นตัวแทนของศัตรูตัวนี้ แม้ว่าวิทยาการทางการแพทย์จะล้ำหน้าจนทราบได้ว่าผู้ที่มีอาการไอ น้ำมูกไหล ได้ถูกเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายและเรียกขานว่า ไวรัสและแบคทีเรีย จากการค้นพบครั้งแรกโดยการส่องกล้องจุลทรรศน์ได้ค้นพบว่ามีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ และเจ้าไวรัสจะมีชีวิตรอดในฐานะปรสิต แม้แต่เกิดขึ้นกับสัตว์เช่น โรคแอนแทร็กซ์ โรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำ กระทั่งนักวิทยาศาสตร์นามหลุยส์ ปาสเตอร์สามารถหยุดยั้งเชื้อได้จากการค้นพบวัคซีนเป็นครั้งแรกของโลก

ชาร์ล ดาร์วิน

          หากอ้างถึงทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติของชาร์ล ดาร์วิน กับคำกล่าวที่ว่า ‘สิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้นที่อยู่รอด’ ซึ่งอาจเหมารวมถึงไวรัสด้วยเช่นกัน สิ่งนี้เองที่มนุษย์ต้องต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

          แม้มนุษยชาติจะเอาชนะเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัสได้หลายครั้งต่อหลายครั้ง โดยศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเชี่ยวชาญแล้วก็ตาม แต่แล้วเราจำต้องยอมจำนนสยบต่อมันอีกครั้ง ในศตวรรษที่ 21 นามแรกที่เรียกขานว่าโคโรนา ไวรัส (Corona Virus) หรือโควิด19 (Covid19) มีจุดกำเนิดที่อู่ฮั่น ดินแดนมังกร มีข้อมูลการแพร่ระบาดในปี 2019 ซึ่งนักวิจัยได้ค้นพบต้นกำเนิดของไวรัสมาจากค้างคาว ในสมัยที่มีเทคโนโลยีทันสมัย การติดต่อสื่อสาร การเดินทางที่สะดวกรวดเร็ว และมีระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพมากกว่าอดีตหลายเท่า อาจยับยั้งการแพร่กระจายของโรคระบาดนี้ได้อย่างรวดเร็วฉับพลัน ทว่าขณะที่โลกกำลังหมุน วันเวลาเคลื่อนที่ไปข้างหน้า จำนวนของผู้ติดเชื้อโควิด19 จากทั่วโลกกลับพุ่งทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ ได้สะท้อนถึงอะไร ส่งผลกระทบอย่างไร จะมีจุดเปลี่ยนพลิกโฉมโลกของวิกฤตการณ์ครั้งนี้หรือไม่

วิญญาณร้าย เชื้อโรค ไวรัส

          นับจากวันนี้มนุษยชาติได้เผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ในยุคที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้า เช่น การพัฒนาอัลกอลิทึม  A.I.  Big Data เรายังรับรู้ความเชื่อของกลุ่มคนบางกลุ่มที่ยังบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อป้องกันโควิด19 ที่คล้ายคลึงกับการมองโรคร้ายเป็นวิญญาณชั่วร้าย หากแต่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่น ความเชื่อนี้อาจดำรงอยู่ต่อไป และมนุษย์หวังรอปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในเร็ววัน วันที่ท้องฟ้าสว่างสดใส ปราศจากความวิตกหมองเศร้า ความเครียดสะสมที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ปาฏิหาริย์นั้นคือ การค้นพบวัคซีนป้องกันไวรัส นามว่า Covid19



แหล่งอ้างอิง
บายนัม, วิเลียม. ประวัติศาสตร์การไขความจริงแห่งสรรพสิ่ง, แปลโดยลลิตา ผลผลา, (กรุงเทพฯ : บุ๊คสเคป, 2562), หน้า 257-259.
แฮรารี, ยูวัล โนอาห์. (2561). เซเปียนส์ ประวัติย่อของมนุษยชาติ Sepiens, แปลโดยนำชัย ชีววิวรรธน์, (กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2561), หน้า 296-297.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *