กรอบความคิดเติบโต (Growth Mindset) คืออะไร สำคัญต่อการเรียนรู้อย่างไร

กรอบความคิดเติบโต กรอบความคิดจำกัด growth mindset fixed mindset

ความหมายและประเภทของกรอบความคิด (Mindset)


     Dweck (2006 : 3-7) ได้ให้ความหมายของกรอบความคิดว่า เป็นความเชื่อ หรือแนวทางการคิดที่ส่งผลต่อคุณลักษณะ รวมถึงพฤติกรรมและการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆของบุคคล ซึ่งจะแตกต่างกันตามรูปแบบของกรอบความคิดของแต่ละบุคคล


     ชนิตา รุ่งเรือง และเสรี ชัดแช้ม (2559 : 5) ได้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของประเภทกรอบความคิดว่า ในช่วงแรก Dweck ได้นำเสนอทฤษฎีความเชื่อส่วนบุคคล (Implicit theory) ซึ่งแบ่งความเชื่อออกเป็น 2 ประเภท คือ

     1) ความเชื่อที่ว่าเชาวน์ปัญญาหรือความสามารถของคนเปลี่ยนแปลงได้ (Incremental theory)

     2) ความเชื่อที่ว่าเชาวน์ปัญญาหรือความสามารถของคนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ (Entity theory)

และต่อมา ได้มีการพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับกรอบความคิด Dweck ได้แบ่งกรอบความคิดออกเป็น 2 ประเภท คือ

     1) กรอบความคิดเติบโต (Growth Mindset)

     2) กรอบความคิดจำกัด (Fixed Mindset)


กรอบความคิดเติบโต (Growth Mindset) และ กรอบความคิดจำกัด (Fixed Mindset)


      Dweck (2006 : 7-15)  กล่าวว่า กรอบความคิดเติบโต เป็นความเชื่อที่มีต่อลักษณะและคุณลักษณะของตนเองว่า สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ ทั้งด้านเชาวน์ปัญญา ทักษะ ความสามารถ และบุคลิกภาพ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนานี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยอาศัยความพยายาม การเรียนรู้ และการฝึกฝน ทั้งนี้กรอบความคิดเติบโตจะนำไปสู่การจูงใจ ให้ผู้ที่มีกรอบความคิดประเภทนี้แสวงหาโอกาสในการพัฒนาตนเองตลอดเวลาในขณะที่ กรอบความคิดจำกัด เป็นความเชื่อที่มีต่อลักษณะและคุณลักษณะของตนเองว่า ไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาได้ หรือหากพัฒนาได้ก็เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงต้นของชีวิต เนื่องจากศักยภาพหรือความสามารถต่างๆ เป็นผลมาจากพันธุกรรมหรือสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากรอบความคิดเติบโตและกรอบความคิดจำกัดจะเป็นความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่ก็พบว่า แต่ละคนสามารถมีกรอบความคิดต่อลักษณะหรือคุณลักษณะของตนเองในแต่ละด้านที่แตกต่างกันได้ กล่าวคือ บางคนอาจมีกรอบความคิดเติบโตเกี่ยวกับเชาวน์ปัญญาแต่อาจมีกรอบความคิดจำกัดเกี่ยวกับบุคลิกภาพหรือทักษะทางดนตรีของตนก็เป็นได้ นอกจากนี้บุคคลที่มีกรอบความคิดเติบโตมักจะให้ความสำคัญต่อการแสวงหาแนวความคิดใหม่ รวมทั้งมีความพยายามและฝึกฝนตนเองอย่างหนัก เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ ในขณะที่บุคคลที่มีกรอบความคิดจำกัดมักมีความเชื่อว่า การใช้ความพยายามสะท้อนถึงการด้อยความสามารถ เพราะหากเป็นผู้ที่มีความสามารถแล้วไม่จำเป็นต้องอาศัยความพยายามในการทำสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นผู้ที่มีกรอบความคิดจำกัดจึงมักหลีกเลี่ยงที่จะใช้ความพยายามในการจัดการหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งมีความวิตกกังวลกับการพิสูจน์ว่า ตนเองมีคุณลักษณะที่ดีเพียงพอหรือไม่ หรือมีความสามารถมากน้อยเพียงใด ซึ่งแตกต่างจากผู้ที่มีกรอบความคิดเติบโตที่ไม่วิตกกังวลกับภาพลักษณ์เหล่านี้


      สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ (2558 : Online) กล่าวว่า กรอบความคิดเติบโตเป็นความเชื่อว่ามนุษย์สามารถพัฒนาได้ เชื่อว่าความสามารถสร้างได้ด้วยการเรียนรู้ โดยมองว่าปัญหาและอุปสรรคเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง จึงได้ให้ความสำคัญกับความพยายาม มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ชอบเรียนรู้จากปัญหา สนุกเวลาเจอโจทย์ที่ยากๆ ใช้ความพยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรค พัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ที่ท้าทาย มีความคิดสร้างสรรค์ มักมีคำถามในเรื่องการเรียน รวมถึงสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ส่วนกรอบความคิดจำกัดเป็นความคิดที่เชื่อว่า ความฉลาดของมนุษย์และทักษะความสามารถเป็นสิ่งที่เพิ่มและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ และให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ คุณสมบัติ เช่น ต้องดูฉลาดดูเก่ง ไม่ชอบที่จะเรียนรู้ เพราะคิดว่าความฉลาดของตนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ มักจะไม่มีความพยายาม หลีกเลี่ยงปัญหาและงานที่ท้าทาย เมื่อเจออุปสรรคจะมองว่ามันคือความล้มเหลว หนีปัญหา เนื่องจากกลัวว่าจะทำไม่ได้ แล้วทำให้ดูโง่ ดูไม่เก่ง และเสียภาพลักษณ์ ชนิตา รุ่งเรือง และเสรี ชัดแช้ม (2559 : 5) ได้แสดงภาพสรุปถึงลักษณะที่แตกต่างกันของผู้ที่มีกรอบความคิดเติบโตและผู้ที่มีกรอบความคิดจำกัดด้วยภาพที่ดัดแปลงจาก Dweck ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีกรอบความคิดแตกต่างกันจะมีมุมมองและการแสดงพฤติกรรมแตกต่างกัน


กรอบความคิดเติบโต กรอบความคิดจำกัด growth mindset fixed mindset
ที่มา : ชนิตา รุ่งเรือง และเสรี ชัดแช้ม (2559 : 5)

     กรอบความคิดจำกัด มีความเชื่อว่าเชาว์ปัญญาเป็นสิ่งตายตัว จึงส่งผลให้ผู้ที่มีกรอบความคิดดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะหลีกหนีความท้าทาย เลิกล้มความตั้งใจง่ายเมื่อเจออุปสรรค มองความพยายามว่าไม่มีประโยชน์ ไม่สนใจคำวิจารณ์ที่มีประโยชน์ รวมถึงรู้สึกกลัวต่อความสำเร็จของผู้อื่น ซึ่งตรงกันข้ามกับกรอบความคิดเติบโตทีมีความเชื่อว่าเชาวว์ปัญญาสามารถพัฒนาได้ จึงส่งผลให้ผู้ที่มีกรอบความคิดดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะชอบความท้าทาย เมื่อเจออุปสรรคยังคงทำสิ่งนั้นต่อไป แม้เผชิญความล้มเหลว มองว่าความพยายามเป็นหนทางไปสู่ความรอบรู้ เรียนรู้จากคำวิจารณ์ หาแบบอย่างและแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของผู้อื่น


      จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า กรอบความคิด เป็นความเชื่อหรือความคิดของมนุษย์ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆของบุคคล ซึ่งแต่ละบุคคลจะมีพฤติกรรมและการตอบสนองที่แตกต่างกันออกไปตามรูปแบบกรอบความคิดของตน ทำให้มีแรงจูงใจ คุณลักษณะ และการพัฒนาตนเองไปในทิศทางที่แตกต่างกัน โดยกรอบความคิดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กรอบความคิดเติบโต และกรอบความคิดจำกัด ดังนี้


     1. กรอบความคิดเติบโต หมายถึง ความเชื่อที่มีต่อมุมมองและคุณลักษณะของตนเองว่าสามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ ทั้งความฉลาด ทักษะ ความสามารถ และบุคลิกภาพ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนานี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยอาศัยความพยายาม การเรียนรู้ และการฝึกฝน ทั้งนี้กรอบความคิดเติบโตจะนำไปสู่การจูงใจ ให้ผู้ที่มีกรอบความคิดประเภทนี้แสวงหาโอกาสในการพัฒนาตนเองตลอดเวลา ไม่กลัวความล้มเหลว และมองว่าอุปสรรคเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ชอบทำอะไรใหม่ ๆ ชอบอะไรที่ยาก ๆ และท้าทาย มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ นอกจากนี้ความสำเร็จใหม่ ๆ ของคนรอบข้างจะทำให้คนกลุ่มนี้มีแรงพลักดันและความพยายามมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้ตนเองประสบความสำเร็จเช่นกัน


     2. กรอบความคิดจำกัด หมายถึง เป็นความเชื่อที่มีต่อมุมมองและคุณลักษณะของตนเองว่า ไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาได้ ทั้งความฉลาด ทักษะ ความสามารถ และบุคลิกภาพ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผลมาจากพันธุกรรมหรือสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด โดยให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ มักจะไม่มีความพยายาม หลีกเลี่ยงปัญหาและงานที่ท้าทาย เมื่อเจออุปสรรคจะมองว่ามันคือความล้มเหลว หนีปัญหา เนื่องจากกลัวว่าถ้าทำไม่ได้แล้วจะดูโง่ ไม่เก่ง เสียภาพลักษณ์ นอกจากนี้ ความสำเร็จจากการกระทำสิ่งใหม่ ๆ ของคนรอบข้างจะเป็นแรงกดดันให้กับคนกลุ่มนี้เพราะกลัวว่า ถ้าทำแล้วจะประสบความล้มเหลว ไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้เหมือนคนรอบข้าง


ความสำคัญของกรอบความคิดเติบโ


     สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ (2558 : Online) กล่าวว่า การปลูกฝังกรอบความคิดเติบโตให้กับเด็กจะทำให้เด็กมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนและมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จสูงเพราะเชื่อว่าความสามารถสร้างได้จึงตั้งใจเรียนรู้เต็มที่ เมื่อเจออุปสรรคเด็กจะตีความว่ามันเป็นโอกาสในการเรียนรู้ และสามารถพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกรอบความคิดเติบโตมากมาย ซึ่งพบว่าความสำคัญของกรอบความคิดเติบโตมีดังนี้


     Aronson, et. al. (2002 : 113-125) พบว่า นักเรียนที่ได้รับการส่งเสริมกรอบความคิดเติบโตมีความสุขในการเรียน (enjoy academic) เห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญ (academics are important) และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้รับการส่งเสริมกรอบความคิดเติบโต


     Blackwell, et. al. (2007 : 246-263) พบว่า ความเชื่อว่าความฉลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ซึ่งหมายถึงกรอบความคิดเติบโต มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเชื่อในทางบวกเกี่ยวกับความพยายาม (positive effort beliefs), การมีเป้าหมายในการเรียน (leaning goals), การอ้างเหตุผลเมื่อล้มเหลวที่ต่ำ  (helpless attributions), และกลยุทธ์ในเชิงบวก (positive strategies) นอกจากนี้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่มีกรอบความคิดเติบโต มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่า นักเรียนมีที่กรอบความคิดกำจัด


      King (2012 : 705-709) พบว่า นักเรียนที่มีความเชื่อว่าความฉลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ซึ่งหมายถึงกรอบความคิดเติบโต มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับ ความภาคภูมิใจในตนเอง (personal self-esteem) ผลกระทบในเชิงบวก (positive affect) อารมณ์เชิงบวกในโรงเรียน (Positive emotions in school) และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (GPA) ในวิชาหลัก ได้แก่ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา และวิทยาศาสตร์ และมีความสัมพันธ์เชิงลบกับ ผลกระทบในเชิงลบ (negative affect) และอารมณ์ในเชิงลบในโรงเรียน (negative emotions in school)


     Paunesku, et. al. (2015 : 784-793) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับกรอบความคิดเติบโตและความรู้สึกของจุดประสงค์ (sense of purpose)


      นอกจากนี้งานวิจัยของ Aronson, et. al. (2002 : 113-125); Good, et. al. (2003 : 645-662); Espara, et. al. (2014 : 6-13); Paunesku, et. al. (2015 : 784-79) ที่ได้ทำการทดลองเพื่อส่งเสริมกรอบความคิดเติบโต และผลการทดลองพบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น


      จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า กรอบความคิดโตเติบมีความสำคัญต่อผู้เรียนทั้งในด้านแรงจูงใจในการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รวมถึงอารมณ์และสุขภาพจิต ดังนี้


     1. แรงจูงใจในการเรียน กรอบความคิดเติบโตมีความ สัมพันธ์กับการเรียนรู้และแรงจูงใจของผู้เรียน โดยกรอบความคิดเติบโตทำให้แรงจูงใจในการเรียนของผู้เรียนเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้เรียนที่มีแรงจูงใจสูงจะมีความเชื่อต่อเชาวน์ปัญญาของตนว่าเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาได้ และผู้เรียนที่มีแรงจูงใจต่ำจะมีความเชื่อต่อเชาวน์ปัญญาของตนว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้


     2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการศึกษาในระยะยาวเกี่ยวกับกรอบความคิด แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดเติบโตส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น ขณะที่กรอบความคิดจำกัดส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง


     3. อารมณ์และสุขภาพจิต ผู้เรียนที่มีความเชื่อว่าเชาวน์ปัญญาของตนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเป็นลักษณะของกรอบความคิดจำกัด มีความสัมพันธ์กับการมีอารมณ์ทางลบ เช่น รู้สึกแย่เมื่ออยู่ในชั้นเรียนและแสดงอารมณ์ทางลบในโรงเรียน ผู้เรียนที่มีกรอบความคิดเติบโตมีลักษณะอาการทางจิตเวช เช่น ภาวะซึมเศร้า น้อยกว่าผู้ที่มีกรอบความคิดจำกัด ดังนั้นกรอบความคิดเติบโต ไม่ได้มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างราบรื่น อันเนื่องมาจากการมีสุขภาพจิตและการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ


     จะเห็นได้ว่ากรอบความคิดเติบโตเป็นความเชื่อที่มีผลต่อ แรงจูงใจในการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อารมณ์และสุขภาพจิตของผู้เรียน เพราะผู้เรียนมีความเชื่อว่าความฉลาด เชาว์ปัญญา พรสวรรค์ และความสามารถพัฒนาได้ด้วยการใช้ความพยายาม จึงทำให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียน มีความพยายามในการฝึกฝนและค้นคว้าหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ในทางตรงกันข้ามผู้เรียนที่มีกรอบความคิดจำกัด เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถพัฒนาได้ เป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ทำให้ผู้เรียนไม่มีแรงจูงใจในการเรียน ไม่มีความพยายามในการฝึกฝนหรือพัฒนาตนเอง ดังนั้นการปลูกฝังหรือสร้างกรอบความคิดเติบโตให้กับผู้เรียนนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างแรงจูงใจในการเรียนที่จะส่งผลให้ผู้เรียนใช้ความพยายามในการฝึกฝนและพัฒนาความสามารถของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข


บรรณานุกรม
– Dweck S. C. 2006. Mindset: the new psychology of success. New York : Random House.
– ชนิตา รุ่งเรือง และเสรี ชัดแช้ม. 2559. “กรอบความคิดเติบโต: แนวทางใหม่แห่งการพัฒนาศักยภาพมนุษย์.” วิทยาการวิจัยและวิทยาการปัญญา. 14(1) : 1-13.
– สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ. 2558. อัจริยะหรือพรสวรรค์ไม่สำคัญ…เท่า Growth mindset. [Online].
– Aronson, J., Fried, C. B., & Good, C. 2002. “Reducing the effects of stereotype threat on African American college students by shaping theories of intelligence.”
– Blackwell, L. A., Trzesniewski, K. H., & Dweck, C. S. 2007. “Theories of intelligence and achievement across the junior high school transition: A longitudinal study and an intervention.” Child Development. 78(1) : 246-263.
– King, R. B. 2012. “How you think about your intelligence influences how adjusted you are: Implicit theories and adjustment outcomes.” Personality and Individual Differences. 53(5) : 705-709.
– Paunesku, D., Walton, G. M., Romero, C., Smith, E. N., Yeager, D. S., & Dweck, C. S. 2015. “Mind-set interventions are a scalable treatment for academic underachievement.” Psychological Science. 26(6) : 784-793.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *